โดย ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 31 พฤษภาคม 2551

ท่านผู้อ่านหลายคนคงจะเคยได้ยินว่า จักรวาลนี้ประกอบขึ้นด้วยสสารฝ่ายลบหรือฝ่ายสร้างสรรค์ (Matter) ซึ่งจะมีมากกว่าสสารฝ่ายบวก (Antimatter) เพียงหนึ่งในพันล้านตัว สสารทั้งสองชนิดซึ่งเหมือนกันทุกประการเพียงแต่ผิดกันที่ประจุไฟฟ้า คือ ชนิดหนึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ เช่น อิเล็กตรอน กับอีกชนิดหนึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก เช่น โพสิตรอน ทั้งนี้ สสารที่มีประจุไฟฟ้าเท่ากันเป๊ะๆ จะทำลายกันและกันจนหมด โดยเปลี่ยนเป็นพลังงานออกมา และเพียงหนึ่งในพันล้านตัวที่เหลืออยู่นี้ ก็สามารถสรรค์สร้างทุกสรรพสิ่งและสรรพปรากฏการณ์ของจักรวาลนี้ได้ทั้งหมด รวมทั้งระบบสุริยะ โลกของเรา กับมนุษย์ทุกๆ คนด้วย โดยการสร้างสรรค์อาจจะเกี่ยวกับจิตไร้สำนึกที่ควบคุมพฤติกรรมทางกายและจิตใจของมนุษย์ทุกคนทั้งในด้านความดีงามและคุณธรรมจริยธรรม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ทั้งความเลวและความชั่วร้ายด้วย

พูดง่ายๆ เราทุกคนเป็นทั้งเทวดากับอสูรร้ายกันทั้งนั้น อย่างแทบจะพูดได้ว่ามีอยู่กันคนละเกือบครึ่งหนึ่ง โดยฝ่ายที่ดีงาม (Good) หรือฝ่ายสร้างสรรค์จะมีอยู่มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง (Evil) เล็กน้อย และจากส่วนที่เหลือสุดจะเล็กน้อยนี้เองที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์สังคมอารยธรรมความดีงามและความเจริญให้แก่มนุษยชาติได้ทั้งหมด

พูดง่ายๆ ความดีความชั่วมีอยู่อย่างละเกือบครึ่งมาตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว ดังนั้น การที่เราคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญและจักรวาลนั้นเป็นเรื่องไกลตัว คงจะต้องคิดใหม่

การเปลี่ยนแปลงไปในทางสร้างสรรค์ความดีงามที่ว่ามานั้น เป็นภาพของสังคมโลกโดยรวม แต่หากพูดถึงแต่ละสังคมหรือประเทศชาติหนึ่งใดอย่างเป็นปัจเจก การเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงหนึ่งช่วงใด จะขึ้นกับการกระตุ้นจากอารมณ์ของสังคม หรือเอสคิว (SQ) ของประชาชนที่นั่นในขณะนั้น การเปลี่ยนแปลงของสังคมชุมชนหนึ่งใดในช่วงเวลาสั้นๆ ที่อาจเป็นความดีเลิศอย่างสุดๆ ก็ได้ หรือชั่วร้ายอย่างสุดๆ ก็ได้ จึงมีให้เห็นเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของโลกมาตลอด การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการตามอย่างหรือการกดดันจากสังคมภายนอกจึงมีขึ้นเสมอๆ

ก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายพันปี สังคมโลกอยู่ในยุคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจเป็นเรื่องของสิทธิที่กษัตริย์มอบให้ประชาชนปฏิบัติ จนกระทั่งทุนนิยมและความเป็นปัจเจกชนเกิดขึ้นมาในศตวรรษที่ ๑๗ โดยมีวิทยาศาสตร์กายภาพที่เราทั้งโลกเชื่อว่าเป็นความรู้ที่ให้ความเป็นจริงที่สุด กับเทคโนโลยีที่ได้มาจากวิทยาศาสตร์กายภาพนั้นๆ เป็นรากฐาน จึงได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ซึ่งทำให้สังคมโลกตะวันตกเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของตนให้เป็นการอุตสาหกรรม และประเทศต่างๆ เปลี่ยนแปลงตามเป็นกระแสโลกานุวัตรมาจนบัดนี้ และตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๗๐ เป็นต้นมา โลกตะวันตกได้มีการเปลี่ยนจากอุตสาหกรรมไปเป็นเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสาร (Information economy) ทำให้สังคมโลกเปลี่ยนตามเป็นกระแสโลกานุวัตรอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ ทุนนิยมกับสิทธิมนุษยชนบนความเป็นตัวตนของแต่ละคนนั้น มาพร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่เป็นประหนึ่งยาดำที่ซึมแทรกอยู่ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างแยกออกจากกันไม่ได้

ปัจจุบันนี้ ยุคหรือระบบเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสารได้จบลงแล้วในสังคมโลกตะวันตก แม้ว่าจะยังคงแข็งแรงอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ตามระดับของการพัฒนานั้นๆ แต่สุดท้ายแล้วระบบเศรษฐกิจข้อมูลข่าวสารคงจะเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง และเริ่มจากซีกโลกตะวันตกเหมือนอย่างเคย ทั้งๆ ที่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์ของระบบเศรษฐกิจใหม่ในครั้งนี้ (New paradigm of economy) มาจากทางตะวันออก และมีเนื้อหาสาระของความเป็นตะวันออกอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้น แต่เราชาวตะวันออกไม่รู้เป็นอย่างไร จึงไม่ค่อยเชื่อชาวตะวันออกด้วยกัน ต้องเป็นฝรั่งตะวันตกหรืออเมริกันถึงจะเชื่อ เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของโลกในครั้งใหม่นี้ จะเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ (Spirituality) เป็นเรื่องของทุนนิยมจิตวิญญาณ (Spiritual capitalism) หรือระบบทุนนิยมอย่างมีจิตสำนึก (Conscious capitalism)

ระบบเศรษฐกิจที่มีจิตสำนึกใหม่หรือจิตวิวัฒน์เป็นรากฐานนั้น วันนี้และต่อๆ ไปจะต้องมีแน่ ไม่ว่านักธุรกิจจะชอบหรือไม่ เพราะปัญหาที่ซับซ้อนจนเป็นวิกฤตอย่างที่เราไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน เช่น การก่อการร้ายที่มีมากขึ้นทุกๆ วัน สงครามที่ปล้นเงินชาวโลกไปเป็นจำนวนมาก น้ำมันที่ค่อยๆ หมดไปพร้อมๆ กับแพงขึ้นและหายากขึ้นทุกๆ วัน ภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติที่ก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำและอาหารไปทุกหย่อมหญ้า การว่างงานและเงินในกระเป๋าของประชาชนที่นับวันมีแต่จะแห้งลง ทำให้อาชญากรรมและยาเสพติดเพิ่มทวีขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และปัญหาสังคมอื่นๆ มีแต่จะรุนแรงและมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้เราแสวงหาคำตอบเพื่อการอยู่รอด และการแสวงหาดังกล่าว คือการคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้านและรอบคอบซึ่งเป็นเรื่อง “ภายใน” ทั้งหมด

ขณะนี้ในทางธุรกิจและเศรษฐกิจนั้น แม้ว่านักธุรกิจส่วนใหญ่จะมองเห็นการทำธุรกิจเป็นเรื่องของการแข่งขันและการทำกำไรในระยะสั้นให้ได้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม กับการเชื่อฟังยังเป็นเรื่องของการบังคับบัญชาและการควบคุม แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง เมื่อนักธุรกิจส่วนน้อยส่วนหนึ่งโดยเฉพาะบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกกับเอกชนบางคนที่รักธรรมชาติ - รวมทั้งรักอนาคตการอยู่รอดของลูกหลานและของเผ่าพันธุ์อย่างแท้จริง - เริ่มจะหันมาหาความหมายและคุณค่าของชีวิตในฐานะมนุษย์ที่เป็นผู้สร้างสรรค์ความดีงามและจริยธรรมอย่างจริงจัง นักธุรกิจเหล่านี้กำลังหันไปหาความเป็นหนึ่งหรือความเป็นองค์รวม (Holism) แต่นักธุรกิจแบบนี้ยังมีน้อยและเปลี่ยนช้ามากๆ ขณะที่เรามีเวลาเหลืออยู่น้อยเต็มที

ทุกวันนี้ นักธุรกิจนักเศรษฐศาสตร์ส่วนน้อยส่วนหนึ่งที่ว่า ทุกคนต่างรู้ว่าเราไม่มีเวลาที่จะทำอย่างเดิมๆ ได้อีกแล้ว และไม่ว่าเราจะทำอย่างไร การหวังให้โลกกลับไปเหมือนเดิมเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ระบบเศรษฐกิจและธุรกิจที่ตั้งบนความโลภ การทำลายสิ่งแวดล้อม การหากำไรระยะสั้นบนความเป็น “ตัวกูของกู” นั้นกำลังจะจบลงโดยสิ้นเชิงจริงๆ

ที่มองเห็นในปัจจุบันก็คือ ความหวังว่าเราส่วนใหญ่มากๆ จะตื่น และเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลาก่อนที่โลกจะล่มสลายไปทั้งหมด ซึ่งแม้เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่คงไม่นานนักแน่ๆ และผู้เขียนเชื่อว่า – ทั้งโดยหลักฐานบางอย่างทางวิทยาศาสตร์ และโดยทางจิต หรือทางศาสนา –ปี ๒๐๑๒ (พ.ศ.๒๕๕๕) จะเป็นปีที่โดมิโนล้ม (ดู www.youtube.com: matrix singularity) แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการเริ่มต้นของวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณ

สิ่งที่นักธุรกิจส่วนน้อยส่วนหนึ่งที่กล่าวมา กำลังเร่งทำกันอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่ปรึกษาระดับยักษ์ใหญ่ ที่พยายามจัดระบบเศรษฐกิจของโลกในกระบวนทัศน์ใหม่ จากระบบเศรษฐกิจที่เน้นผลกำไรสูงสุดกับการแข่งขันไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่รวมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเอาไว้ด้วยกัน เรียกว่า Corporate Social Responsibility (CSR) โดยเริ่มต้นมีขึ้นที่อเมริกาในช่วงปลายๆ ทศวรรษ ๑๙๗๐ และหลังจากนั้น ได้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีรายงานขององค์การสหประชาชาติ ในปี ๑๙๙๕ ว่ามีองค์กรใหม่ๆ เกี่ยวกับธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนของธรรมชาติ หรือเน้นความโปร่งใสเพิ่มขึ้นมาก และมีรายงานจากบริษัทตรวจบัญชีนานาชาติแห่งหนึ่งบอกว่า ในปี ๒๐๐๕ บริษัทใหญ่ๆ มากกว่าร้อยละ ๕๐ ทั่วทั้งโลก ได้รายงานการมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

นอกจากซีเอสอาร์แล้ว ยังมีองค์กรทางเศรษฐกิจอย่างมีจิตสำนึกเพื่อสังคมอีกองค์กรหนึ่งชื่อ กองทุนเพื่อการลงทุนให้กับชุมชน (Socially Responsible Investing: SRI) หรือการคัดเลือกหรือ “กรอง” (screened) ที่จะนำเงินหรือทุนมาซื้อหุ้นหรือซื้อบริษัทใดๆ ที่มีจริยธรรม มีความโปร่งใส เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไม่แยแสต่อบริษัทที่เน้นเฉพาะการหากำไรให้ได้มากที่สุดเลย กองทุนเอสอาร์ไอตั้งขึ้นในปี ๑๙๘๔ และเพียง ๒๐ ปีต่อมา มีเงินทุนเพิ่มขึ้นถึง ๕ พันเท่า จาก ๔๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น ๒๑๖,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปีกลายนี้มีรายงานว่ากองทุนเอสอาร์ไอมีเงินลงทุนให้กับชุมชนและสังคมมากถึงราวร้อยละ ๑๐ ของเงินลงทุนทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา

และสิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ กษัตริย์ภูฏานพระองค์ก่อนได้เสนอต่อองค์การสหประชาชาติให้ยกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี (GDP) เป็นเครื่องชี้วัดความเจริญพัฒนาของประเทศหนึ่งใด โดยเสนอให้ใช้ความสุขมวลรวมของคนในประเทศ (GNH) นั้นๆ แทน ดังที่เรารู้กันอยู่

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าอาจมีความสำคัญกว่าคือ การมีความก้าวหน้าอยู่ไม่น้อยในด้านของการ “ตื่น” ที่ภายใน ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิดและวิสัยทัศน์ของพฤติกรรมภายนอก (inside-out) ของนักธุรกิจเอกชนแต่ละคนที่เป็นปัจเจก ซึ่งจะทำให้มีการตื่นและเปลี่ยนแปลงจากภายในออกไปสู่ภายนอก และเมื่อนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์นักวิชาการระดับผู้นำของสังคมเปลี่ยนจริงๆ แบบนี้ ประชาชนคนทั่วไปส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย

ความคิดและพฤติกรรมที่ผู้นำทางจิตวิญญาณของบ้านเราท่านหนึ่ง คือ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา กล่าวว่า ในปี ค.ศ.๒๐๑๓ เป็นต้นไป ประชากรไทยส่วนใหญ่ส่วนหนึ่งจะมีการตื่นตัวทางจิตวิญญาณ ซึ่งมีทางที่เป็นไปได้ แต่ผู้เขียนที่มองอนาคตของมนุษยชาติทั้งในทางวิทยาศาสตร์ และทางจิตวิญญาณ หรือญาณหยั่งรู้ที่เกี่ยวเนื่องกับลัทธิความเชื่อ หรือกับศาสนาเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลง (Human transformation) จะเกิดขึ้นอย่างทั่วไปได้ จำต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่จะนำไปสู่การตื่นและการเปลี่ยนแปลง และตัวเร่งปฏิกิริยาที่สำคัญที่สุดคือ ความเจ็บปวดกับความทุกข์อย่างลึกล้ำ ความทุกข์ทั้งของตนเองและผู้ที่เรารัก หรือความทุกข์จากความไม่ปลอดภัยของส่วนรวม ที่ทำให้เราคิดแบบสะท้อนสู่ภายใน (World Values Survey, www.maweb.org)

ฉะนั้น ผู้เขียนจึงเชื่อมั่นว่า ก่อนที่จะมีการตื่นทางจิตวิญญาณได้จริงและเป็นล่ำเป็นสัน โลกจะต้องมีตัวเร่งปฏิกิริยาที่ยิ่งใหญ่และต่อเนื่องอย่างที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ เช่น มหันตภัยจากธรรมชาติในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว สึนามิ รวมทั้งโรคระบาดต่างๆ ซึ่งจะเพิ่มทวีขึ้นรูปแบบแล้วรูปแบบเล่า เช่นเดียวกับโดมิโนที่เมื่อเริ่มต้นล้มแล้วก็ไม่มีทางที่ใครจะขัดขวางได้เลย

นับตั้งแต่ปี ๑๙๙๒ เป็นต้นมา เริ่มมีนักธุรกิจสนใจในเรื่องการทำสมาธิและการเจริญสติโดยการฝึกในศูนย์ต่างๆ เช่น ศูนย์การปฏิบัติสมาธิเพื่อสังคม ศูนย์ของคุณหมอจอห์น คาบัต-ซิน หรือเข้าโปรแกรมฝึกจิตการเป็นผู้นำ (Presencing) ของ ปีเตอร์ เซงเก้ มีรายงานว่า ตั้งแต่ปี ๑๙๙๔ เป็นต้นมา มีนักธุรกิจและนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก ร่วมแสนคนจากประเทศต่างๆ จำนวน ๕๖ ประเทศ ได้เข้าปฏิบัติ “ราชาโยคะ” โปรแกรมสำหรับผู้บริหารและผู้นำ โดยทุกวันนี้ มีอินเตอร์เน็ตที่แนะนำการฝึกการทำสมาธิและการเจริญสติด้วยวิธีต่างๆ สำหรับสาธารณชนโดยเฉพาะนักธุรกิจอีกด้วย

การเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจและการทำธุรกิจที่ได้กล่าวมาทั้งหมด การตีจากกระแสที่ใช้มานานจนเคยชินนั้น สำหรับนักธุรกิจ เป็นเรื่องที่ทั้งยากและกินเวลามาก คงไม่ทันกับเวลาที่โลกจะต้องพัง ความหวังอย่างเดียวคือ เราต้องให้ข้อมูลเรื่องโลกร้อน และระบบเศรษฐกิจธุรกิจในรูปแบบปัจจุบัน ผ่านทุกๆ สื่อซ้ำแล้วซ้ำอีกเท่านั้นจึงอาจจะพอช่วยได้บ้าง

โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2551

ปัจจุบันเราได้ยินนักการเมือง และผู้นำระดับสูง พูดในทำนองว่า ถ้าทำถูกกฎหมายก็เป็นสิ่งถูกต้อง และมีความชอบธรรมที่จะทำ และในบางกรณีถึงกับพูดในลักษณะที่ว่า อะไรที่ไม่ผิดกฎหมายก็ทำไปเถอะ คำพูดและการกระทำดังกล่าวสะท้อนค่านิยมที่ไม่พึงประสงค์ทางกฎหมายและน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเกรงว่าค่านิยมเช่นนี้จะเป็นตัวแบบที่ไม่ดีกับประชาชนและโดยเฉพาะเยาวชนของประเทศ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือการพยายามจะทำสิ่งที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม ขาดจิตสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการแก้หรือออกกฎหมาย เพื่อจะได้ทำสิ่งนั้นอย่างถูกกฎหมาย แล้วก็อ้างว่าทำถูกต้องตามกฎหมาย มีความชอบธรรมที่จะทำ ทั้งๆ ที่โดยจิตสำนึกก็รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดี ไม่งาม ไม่ควรทำ ดังที่เราได้เห็นนักการเมืองบางคน และพรรคการเมืองบางพรรคทำ อ้าง และพยายามทำเป็นระยะๆ

การทำถูกกฎหมายแม้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ควรทำหรือไม่ควรทำเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่า ตัวอย่างเช่น หวยบนดิน บ่อนคาสิโน โสเภณีตีตรา ... ทำให้ถูกกฎหมายได้ แต่ควรทำหรือไม่ การบริหารจัดการสิ่งที่ผิดศีลธรรมอันดีหรือสิ่งที่เคยผิดกฎหมาย แล้วทำให้ถูกกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพโดยอ้างแค่เรื่องการควบคุมการจัดระเบียบ มีคุณค่าเพียงพอ และคุ้มค่าต่อการสูญเสียค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีบางประการของไทยไปหรือไม่

การจัดสรรโควตารัฐมนตรีตามจำนวนสมาชิกในมุ้งใหญ่ มุ้งเล็ก ตามจำนวนเงินที่สนับสนุนพรรค ตามภาค หรือตามมือที่มองเห็นและมองไม่เห็น เป็นความชอบธรรมที่นักการเมืองและพรรคการเมืองมักจะอ้าง แต่เหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศหรือไม่ ไม่เห็นพูดถึง พูดแต่เพียงว่าได้รับเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย ก็มีความชอบธรรมที่จะทำ (เพราะได้รับเลือกมาแล้ว เป็นตัวแทนแล้ว เป็นรัฐบาลแล้ว)

ถ้ารักชาติจริง เห็นแก่ประโยชน์สูงสุดของประชาชนส่วนใหญ่และประเทศจริง ทำไมไม่เลือกคนดีและคนเก่งที่สุดมาเป็นรัฐมนตรี ทำไมต้องมีโควตา โควตาเป็นประชาธิปไตยหรือ โควตาถูกกฎหมายหรือ มีกฎหมายเกี่ยวกับโควตารัฐมนตรีหรือไม่ หรือเป็นเพียงแนวปฏิบัติของนักเลือกตั้งที่ชอบอ้างประชาธิปไตย โดยลดทอนประชาธิปไตยเหลือแค่การเลือกตั้ง

เหตุผล และข้ออ้างส่วนใหญ่ที่นักการเมืองใช้มักจะอิงกับความถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าเป็นฝ่ายปฏิบัติเองก็จะบอกว่าทำตามกฎหมาย แต่ถ้าถูกกล่าวหาก็จะอ้างว่าไม่ผิดกฎหมาย ความคิดและการกระทำดังกล่าว บิดเบือนให้เข้าใจผิดไปว่ากฎหมายคือ กรอบปฏิบัติสูงสุด ทั้งที่จริงๆ แล้วกฎหมายเป็นกรอบกติกาภายนอก ไม่ควรอยู่เหนือคุณธรรมความดีความงามภายในจิตใจ กฎหมายไม่ควรขัดแย้งกับความดีงามในสังคม และไม่ควรเอื้อให้คนทำสิ่งที่เลวได้อย่างถูกกฎหมาย

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอันเป็นคุณธรรมภายในที่ได้รับการอบรมบ่มนิสัยจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะสมเรียนรู้กันมาผ่านขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของบรรพบุรุษไทย กลายเป็นสิ่งที่ด้อยคุณค่ากว่ากฎหมายใหม่ที่ร่างขึ้นมาตามแนวตะวันตก แบบเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ที่ความถูกต้องชอบธรรม และความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ถูกลดทอนลงเหลือเพียงความถูกต้องชอบธรรม และความโปร่งใส ตรวจสอบได้ตามกฎหมาย และตามกฎระเบียบของหน่วยงาน

ผู้เขียนเคยเขียนบทความในคอลัมน์จิตวิวัฒน์เรื่อง “ความถูกต้อง ความชอบธรรม ความยุติธรรม ความมีคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทยและสังคมโลก” ตีพิมพ์ใน มติชนรายวัน วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่า นักการเมืองและคนทั่วๆ ไปจำนวนหนึ่งในปัจจุบัน กำลังลดทอนความมีคุณธรรมจริยธรรม ความดีงาม ความยุติธรรม ความชอบธรรม เหลือแค่เพียงความถูก-ผิดทางกฎหมาย และโดยเฉพาะความถูก-ผิดตามกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และแนวปฏิบัติของหน่วยงานของตนเอง และยังได้ตั้งข้อสังเกตเชิงคำถามว่า ความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมาย นำไปสู่ความยุติธรรมทางสังคมจริงหรือไม่ ความถูกต้องตามกฎหมาย สร้างให้สังคมเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรมจริยธรรมหรือไม่ ทั้งที่ในหลักการแล้วกฎหมายที่ดีก็ควรนำไปสู่ความยุติธรรม และความมีคุณธรรมจริยธรรมในสังคม ไม่ควรแยกหรือแปลกแยกออกจากกัน

อันที่จริงบทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจที่สำคัญส่วนหนึ่งจากการได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ทรงคุณวุฒิที่มากด้วยประสบการณ์ จึงขอเอ่ยนามด้วยความเคารพคือ อาจารย์ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ท่านได้ให้ข้อสังเกตด้วยความห่วงใยว่า ค่านิยมที่ผิดเกี่ยวกับกฎหมายในปัจจุบันที่สำคัญอันหนึ่งคือ การคิดว่ากฎหมายเป็นสิ่งสูงสุด จึงมักจะได้ยินคำพูดทำนองว่า “อะไรไม่ผิดกฎหมายก็ทำไปเถอะ” ค่านิยมเช่นนี้อาจารย์บอกว่าต้องเปลี่ยน โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการ ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณ ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเป็นมืออาชีพมีความสำคัญกว่า เรื่องกฎหมายเป็นเรื่องต่ำสุด ซึ่งถูกใจผู้เขียนมาก

หากนำข้อสังเกตของอาจารย์ชัยณรงค์มาพิจารณาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ปรากฏในสังคมไม่ว่าจะในระดับโลกหรือระดับประเทศ ก็จะเห็นได้ชัดเจนอย่างน่าวิตก เช่น กรณีกองทุนข้ามชาติระดับใหญ่จัดกระทำ (Manipulate) ให้ราคาน้ำมัน ราคาทองคำผันผวนเพียงเพื่อผลกำไร การบิดเบือนราคาหุ้น การหาช่องว่างของกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การออกหรือแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง การแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรีตามโควตา การจ้อง และการสืบหาการกระทำที่ผิดหรือส่อว่าอาจจะผิดกฎหมายของฝ่ายตรงข้าม (รัฐบาลกับฝ่ายค้าน ตนเองกับคู่ปรปักษ์) โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน สังคม และ ประเทศชาติ และโดยปราศจากจิตสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี

จริงอยู่ที่ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นกฎหมายของสังคม แต่คนที่มีอำนาจ และนักการเมืองบางคน ไม่ให้ความสำคัญเท่ากับกฎหมายที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในปัจจุบัน ความถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงความถูกต้องตามการตีความตามตัวอักษรเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก โดยบิดเบือนหรือมิได้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงมักเป็นแนวปฏิบัติที่นักการเมืองอาชีพบางคนชอบทำโดยอ้างความชอบธรรม และอ้างสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลตามกฎหมาย

เสรีภาพของบุคคลตามกฎหมาย อาจจะไม่ใช่เสรีภาพส่วนบุคคลที่แท้จริง เสรีภาพส่วนบุคคลที่แท้จริง เป็นเสรีภาพภายในที่บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายภายนอกมาบังคับ มีความโปร่งใส ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันความโปร่งใส

การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งถูกต้อง ชอบธรรม จึงชอบทำ และลงมือทำอย่างจริงจัง จริงใจ และอย่างต่อเนื่อง เช่น การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ของท่านเจ้าคุณอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ การช่วยเหลือคนยากจนให้มีงานทำของหลวงพ่อพระพยอม กัลยาโณ วัดสวนแก้ว ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับ แต่ถูกต้อง ชอบธรรม ตามหลักจริยธรรม และคุณธรรมอันดีงามของการอยู่ร่วมกันในสังคม

ความเมตตา กรุณา เป็นสิ่งดีงาม สมควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ ไม่ต้องมีกฎหมายบังคับ หรือตราไว้เป็นกฎหมาย เพราะเป็นคุณค่า เป็นค่านิยมที่ดีงามเกิดขึ้นภายในตัวบุคคล เกิดจากการมีสติและปัญญาของบุคคล ไม่ได้เกิดจากการบังคับตามกฎหมาย

ส่วนเรื่องการขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี หรือการขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวุฒิทางการศึกษา เรื่องถือครองหุ้นเกิน ๕% และอื่นๆ ในทำนองเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลตัดสินตามกฎหมายก่อนตัดสินใจ เพราะเจ้าตัวน่าจะรู้ดีว่าความจริงเกี่ยวกับตัวเองเป็นอย่างไร หากมีจิตสำนึกรู้สึกผิดชอบชั่วดี ก็ไม่ควรรับตำแหน่งหรือไม่ควรทำตั้งแต่แรก ยกเว้นไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อรู้แล้ว ก็ไม่ต้องรอผลการตัดสินทางกฎหมาย ตัดสินได้ด้วยตัวเองอย่างมีความกล้าหาญทางคุณธรรม

อย่าลืมว่านักการเมืองและผู้นำประเทศ เป็นเสมือนครูและตัวแบบให้กับประชาชน และเยาวชนของประเทศ

ขอให้มีสติและปัญญาในการเป็นครูและตัวแบบที่ดี มีความกล้าหาญทางคุณธรรมจริยธรรม มากกว่าการพยายามทำให้ถูกต้องทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

โดย วิศิษฐ์ วังวิญญู และ มิรา ชัยมหาวงศ์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 17 พฤษภาคม 2551

ช่วงนี้ กลุ่มกระบวนกรทางเชียงรายกำลังศึกษาบทเรียนจากวอยซ์ไดอะล็อค ของ ดร. สโตน สามีภรรยา ที่ว่า พันธะคือพันธนาการ (Bonding Pattern) ซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขบนความสัมพันธ์ ที่เมื่อแต่ละคนมาข้องเกี่ยวกันแล้วไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระ พันธะเช่นนี้จะสร้างทุกข์ของการอยู่ร่วมกันในความสัมพันธ์ทุกระดับที่เกิดขึ้นในมนุษย์

พันธะเช่นนี้ มีความเกี่ยวข้องกับสมอง คือกระบวนความสัมพันธ์ที่มีมาในพ่อแม่กับลูก เป็นวงจรสมองที่ก่อขึ้นอย่างถาวรในตัวเรา ดำรงอยู่อย่างเป็นอัตโนมัติที่หลับใหล ที่ว่า “หลับใหล” คือเราจะไม่รู้ตัวถึงการดำรงอยู่ของมัน แต่เราจะคิดว่า นี่คือตัวเรา เราเป็นเช่นนี้เอง และไม่คิดว่า เพียงวงจรหนึ่งของสมองที่เราไปจดจำรูปแบบ แบบแผน ที่แม่หรือพ่อมีต่อเรานั้น เราจะนำกลับมาใช้อีกในความสัมพันธ์อื่นๆ รอบตัวเรา กับคู่ของเรา กับเพื่อนร่วมงาน กับเพื่อน กับลูกหลานของเรา มันเป็นพันธะผูกมัดตัวเอง เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ตายตัว เป็นเทปม้วนเก่า เป็นแบบแผนความสัมพันธ์ที่ถูกทำซ้ำๆ อยู่เช่นนั้น แม้ว่ามันจะใช้การได้ไม่ดีนัก และก่อให้เกิดความขัดแย้งและความทุกข์ขึ้นมาก็ตาม

ผมขอนำตัวอย่างสดๆ เป็นข้อเขียนของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งศึกษาวอยซ์ไดอะล็อคร่วมกัน มาลงไว้

 

ขออนุญาตนำความ (ข้างบน) ของครูมาศึกษาเทียบเคียงกับประสบการณ์ของผม กับ "ท่านผู้ยกตน" ของผม

ปมในใจของผมกับท่าน (ผู้ยกตน) ที่เกือบจะสะสมเป็นอารมณ์ที่ลุกเป็นไฟ หากมองเป็นพันธนาการตามนัยยะของ ดร. สโตน ซึ่งครูได้เขียนสรุปอย่างกระชับได้ใจความงดงามยิ่งนัก ผมพบว่า ปมดังกล่าวเป็นปมที่เกิดจากพันธนาการหรือรูปแบบและวงจรที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในบทบาทที่ผมมักจะเล่นเป็น "ลูกขบถ" กำลังสู้รบตบมือกับ "พ่อเผด็จการ" ขณะที่ลูกขบถต้องการที่ทางเป็นตัวของตัวเอง และพ่อเผด็จการต้องการขีดเส้นให้ลูกเดิน พันธนาการนี้หากยังดำรงอยู่ในใจ เมื่อมีสถานการณ์ใด หรือใครที่นำพันธนาการคล้ายๆ เช่นนี้เข้ามา วงจรความรู้สึกนึกคิดของลูกขบถก็จะทำงาน โดยพิพากษาตัดสิน ผลักไส ท้าตีท้าต่อย หรือจะแค่นินทาก็ตาม

แต่เมื่อมีโอกาสใคร่ครวญครั้งแล้วครั้งเล่า จนวงจรของผมที่ได้พิพากษาท่านว่า เป็น "คนยกตนข่มชาวบ้าน" "ใช้อำนาจบาตรใหญ่" และลึกๆ แล้วเป็น "เผด็จการ" นั้น อาจจะไม่จำต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป วงจรดังกล่าวจะอ่อนกำลังลงเมื่อถูกใคร่ครวญอย่างเพียงพอนั้นประการหนึ่ง

และอีกประการหนึ่งได้แก่ ทางเลือกใหม่ในจิตไร้สำนึก กล่าวคือความเป็นไปได้ใหม่ที่ผมไม่จำต้องเล่นในบทบาทของวงจรเดิม ที่มักจะเล่นบทขัดขืนเหมือน "ลูกขบถ" และขณะเดียวกันผมก็ไม่จำต้องกลายเป็น "เด็กว่านอนสอนง่าย" เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด แต่สามารถเลือกลงมือกระทำ และเข้าไปสัมพันธ์กับ "ท่าน" (ซึ่งโดยข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่ "พ่อ" ของเราสักหน่อย) และพูดคุยกับท่านตามเนื้อผ้าเท่าที่จำเป็น เพื่อให้งานลุล่วงไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น บทเรียนในครั้งนี้ เป็นวงจรใหม่ที่หลุดออกจากพันธนาการเดิมในเรื่องนี้ กับ "ท่าน" ท่านนี้ ส่วนเรื่องใหม่ ท่านใหม่ หรือใครอีกคนที่จะเข้ามาในวันหน้า เป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที

ผมคิดถึงความสัมพันธ์กับคนรุ่นหลานที่ใกล้ชิดกันคนหนึ่งที่อาจจะอยู่ในฐานะเพื่อนของผม ซึ่งเขาเป็นคนที่ทนกับอาการโม้โอ้อวดของผมไม่ค่อยได้ เพื่อนคนหนึ่งช่วยทำแบบฝึกหัดหนึ่งของวอยซ์ไดอะล็อคให้กับเขา เป็นแบบฝึกหัด ๔ ช่องของ เจมี่ แพนกายา เขาเริ่มจากช่องที่ ๒ ที่ให้เขียนถึงคุณสมบัติหรือบุคลิกภาพในคนอื่นที่เขาหงุดหงิด เขาเลยลงบุคลิกภาพของผมไปว่า เป็นคนขี้โม้ ยกตนข่มท่าน ชอบกำกับ สั่งการ ควบคุมบังคับ อะไรในทำนองนี้

ทีนี้ในช่องที่ ๑ สิ่งที่เขาจะต้องหาคือ พลังบริสุทธิ์หรือด้านที่ไปพ้นจากการตัดสินด้วยอคติของบุคลิกภาพที่เขียนไว้ในช่องที่ ๒ เช่น “ควบคุมบังคับ” “เจ้ากี้เจ้าการ” หรือ “ใช้อำนาจจัดการ” ซึ่งเป็นเรื่องที่รับได้ยากมากสำหรับเขา แล้วนำไปกรอกลงช่องที่ ๑ เขาใช้เวลานานทีเดียว แต่ในที่สุดก็เขียนว่า “การดูแลใส่ใจ” แต่ใส่เงื่อนไขไว้ว่า “ไม่เห็นภาพรวม” และทุกๆ ประโยคในช่องที่ ๑ เขาจะใส่ “แต่” ไว้เสมอ

ข้อสังเกตของผมก็คือ มันเป็นการยากที่มนุษย์จะเห็นบุคลิกภาพที่เราหงุดหงิดว่า มีพลังบริสุทธิ์ของมันอยู่ ถึงแม้ในที่สุดเราจะคิดได้ แต่เราก็จะใส่คำว่า “แต่” ลงไป คือเรารับได้อย่างมีเงื่อนไขนั่นเอง

ผลพวงของพันธะแบบพันธนาการ

ผลที่เกิดตามมาจากพันธะแบบพันธนาการนี้ ประการแรกก็คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียม ไม่เป็นอิสระ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะในรูปแบบความสัมพันธ์นี้ คนๆ หนึ่งจะเล่นบทบาทเป็นพ่อแม่ และอีกคนหนึ่งจะเล่นบทบาทเป็นลูก แน่นอนพ่อแม่ย่อมมีอำนาจเหนือลูก และประการที่สอง ความสัมพันธ์จะเป็นไปแบบจำยอม คือไม่อาจทำตัวเป็นอื่นได้ เช่น จะต้องเป็นลูกที่ดี หรือจะต้องเป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นต้น ประการที่สาม ก็คือการถูกผูกติดอยู่ในวิถีเดิมๆ แห่งความสัมพันธ์ โดยไม่อาจสร้างสรรค์ ไปพ้นกรอบความคิด และวิถีปฏิบัติเดิม ๆ

เราจะตื่นรู้และออกจากพันธนาการได้อย่างไร

พันธนาการเป็นเงื่อนไขที่ล็อคไม่ให้แต่ละคนเรียนรู้และเติบโตขึ้น สร้างคุณภาพใหม่ๆ และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระ หรือความสัมพันธ์ที่ปราศจากความตื่นรู้ ที่แต่ละคนติดอยู่กับเพียงอคติส่วนบุคคล ก่อให้เกิดปัญหาได้ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ ไปจนถึงปัญหาใหญ่

คำถามคือว่า เมื่อตัวเราแต่ละคนมีความสัมพันธ์และมีปฏิสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลาในทุกระดับ เราจะมีกลไกหรือมีเครื่องมืออย่างไรที่จะช่วยให้เรานำพาตัวเองสู่ความตื่นรู้และก้าวพ้นจากอคติส่วนตนที่พันเกี่ยวตัวเราอย่างเป็นพันธะที่สร้างปัญหา รู้จักมองคุณค่าและด้านดีของผู้อื่นจากหัวใจ ให้การ “อยู่ร่วม” เป็นอิสระและสร้างความหมายให้ทั้งตัวเองและผู้อื่น